วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บทความ 4



เชื่อว่าหลายๆคนคงมีรถในฝัน และหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ Lamborghini รถกระทิงดุ สัญชาติ อิตาลี ซึ่งเจ้าของบล็อคจะพาทุกคนไปรู้จักกับต้นกำเนิด "Lamborghini" 
            ใครจะทราบบ้างว่าแท้จริงแล้ว หนึ่งรถสปอร์ตที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรถระดับซุปเป อร์คาร์อย่าง "แลมเบอร์กินี" นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากความไม่พอใจเล็กๆ ของใครคนหนึ่งที่นำไปสู่การพัฒนาจนกลายมาเป็นรถสปอร์ ตชื่อก้องโลกในปัจจุบัน ซึ่งใครคนนั้น มีนามว่า "เฟอรุชชิโอ แลมเบอร์กินี"


           ลัมโบร์กีนี นั้นเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งสำหรับ ความเร็ว และความหรู เช่นเดียวกับ เฟอร์รารี การออกแบบตราสัญลักษณ์ของลัมโบร์กินีนั้นได้รับไอเดียมาจากการแข่งขันสู้วัวกระทิง ในประเทศสเปน


           เฟอรุชชิโอ แลมเบอร์กินี คือชื่อของผู้สร้างตำนานบทใหม่ของรถสปอร์ตระดับซุปเป อร์คาร์ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2459 ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางเหนือของอิตาลี  Ferruccio Lamborghini เกิดในตระกูลชาวนา เขาได้มีความสนใจในด้านเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ดัดแปลงเครื่องจักรกลที่ใช้ในไร่นา      
 เมื่อโตขึ้นได้เข้าเรียนในวิทยาลัย อุตสาหกรรม ที่เมืองโบโลญญ่าหลังจากที่ได้ศึกษาเป็นเวลาหลายปีก็ สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ ทางด้านอุตสาหกรรม เฟอรุชชิโอ เริ่มทำงานในอู่ซ่อมเครื่องยนต์ เมื่อช่วงต้นอายุยี่สิบของเขานั้น สงครามโลกครั้งที่สองได้เกิดขึ้น และเขาได้เข้าร่วมรับใช้ชาติด้วยการทำงานที่ฐานทัพอา กาศอิตาลีที่เมือง Rhodes โดยทำหน้าที่ซ่อมแซมยวดยาน หลังจากที่ สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขาถูกบังคับให้ทำงานดังกล่าวด้วยการซ่อมยวดยานของฝ่ ายสัมพันธมิตรต่อไปอีกจนถึงปี พ.ศ. 2489 ในที่สุดเขาก็ได้กลับบ้าน และได้เริ่มต้นซ่อมแซมรถแทรกเตอร์ของอิตาลี ที่ยังคงใช้อะไหล่จากยวดยานของทหาร และนี่เองคือ จุดเริ่มต้นในการตั้งโรงงานแทรกเตอร์ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในฐานะนักธุรกิจ 


        เฟอรุชชิโอเป็นคนที่เข้าใจชีวิต และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และเป็นเพราะว่าเขาให้ความสนใจในเรื่องยานยนต์โดยเฉพาะประเภทที่มีความเร็วสูง เขาจึงซื้อ เฟอร์รารีหลายคัน ในช่วงเวลานั้น การสร้างรถเฟอร์รารี สำหรับถนนปกตินั้นทำการผลิตกันแบบขอไปที เจ้าของรถเฟอร์รารีหลายคนไม่พอใจในรถของ ตนเอง แต่ก็ไม่กล้าที่จะร้องเรียน เพราะกลัวว่าตนเองอาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อรถได้อีก และจากสาเหตุของการให้บริการหลังการขาย ที่ย่ำแย่ เนื่องจาก เอนโซ เฟอร์รารี นั้นได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจทั้งหมดของเขาไปที่รายการแข่งรถ ส่วนรถที่ใช้สำหรับขับขี่บนถนนถูกผลิตขึ้นเพื่อนำเงิ นที่ได้ไปพัฒนารถแข่งของเขาเท่านั้น ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 60 เฟอรุชชิโอ แลมเบอร์กินี ถอย เฟอร์รารี 250 GT ถึงกระนั้นเขาก็ต้องส่งรถคันดังกล่าวเข้า ซ่อมหลายครั้งและดูเหมือนว่ามันไม่เคยได้รับการซ่อมแซมได้อย่างถูกต้องเลย และนี่คือปฐมเหตุในการเริ่มต้น ตำนานของ "แลมเบอร์กินี"


          ลัมโปร์กินี เป็นชื่อของรถสปอร์ทที่ปรากฎตัวออกสู่สายตาโลกเมื่อประมาณสามทศวรรษที่ผ่าน มานี้เอง แต่ชื่อเสียงและกิตติคุณของรถสปอร์ทพันธ์อิตาลียี่ห้อนี้ กลับโด่งดังไม่แพ้รถสปอร์ทเก่าแก่อย่าง อัลฟา-โรเมโอ เฟร์รารี หรือ มาเซราตีนั่นเลย สัญลักษณ์ของ ลัมโบร์กินี เป็นรูปวัวกระทิง บรรจุอยู่ในโล่ โดยมีแถบชื่อ LAMBORGHINI พาดทับอยู่ด้านบน การที่ลัมโบร์กินีใช้รูปวัวกระทิงเป็นสัญสักษณ์ก็เนื่องจากสัตว์ชนิดนี้เป็น สัญลักษณ์ปีเกิดของผู้ก่อตั้งกิจการนั่นเอง เฟร์รุชชิโอ สัมโบร์กินี (FERRUCCIO LAMBORGHINE) ชาวอิตาลีผู้ก่อร่างสร้างตัวจากเงินในกระเป๋าไม่กี่หมื่นลีร์ จนกลายเป็นนักธุรกิจระดับ “มัลติมิลเลียนแนร์” ผู้มีกิจการใหญ่โตในวงการอุต-สาหกรรมรถแทรคเตอร์และเครื่องปรับอากาศของ เมืองมะกะโลนี ได้ควักเงินทุนก้อนหนึ่งก่อตั้งบริษัท ออโตโมบิลี เฟร์รุชชิโอ ลัมโบร์กินี เอศพีเอ (AUTOMOBILI FERRUCCIO LAMBORGHINI S.p.A.) ขึ้นเมื่อปี 1962 โดยที่จุดมุ่งหมายของบริษัทเกิดใหม่นี้ก็คือ ผลิตรถสปอร์ทชั้นยอดออกขายแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่างเฟร์รารีนั่นเอง
           ด้วยแรงฮึด Lamborghini จึงอยากสร้างรถของตัวเองให้ดีกว่ารถ Ferrari ภายใต้ชื่อ Automobili Lamborghini ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปี 1962 ซึ่งโรงงานห่างจาก Ferrari เพียงแค่ 15 กม. เท่านั้น ต่อจากนั้นค่ายรถยนต์เจ้าของสัญลักษณ์กระทิงเปลี่ยวก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของวงการรถสปอร์ตในยุโรป ให้ได้ตื่นตะลึงกับรูปแบบของตัวรถ Lamborghini และเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ การวางตำแหน่งเครื่อง และการบังคับควบคุมที่วิศวกรและนักขับทดสอบของบริษัทร่วมกันคิดค้นและพัตนา จนเสร็จสมบูรณ์เป็น Lamborghini 350 GTV ดังภาพด้านล่าง


            เขาได้ขายกิจการรถแทร็กเตอร์และรถไถนาของ Lamborghini ให้กับบริษัท Same ผู้ผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตร จากนั้นไม่นานบริษัทได้ประสบกับปัญหาทางการเงินจนถึงขั้นล้มละลายลงในปี 1977 และถูกซื้อโดยพี่น้องตระกูล Mimran แต่กิจการก็ยังติดขัด จึงถูกขายต่อให้กับบริษัท Chrysler แต่ก็ยังเกิดปัญหา จึงถูกขายต่ออีกทอดไปยังกลุ่มทุนจากอินโดนีเซีย และที่สุดท้ายบริษัท Audi AG ทำให้ Lamborghini กลับมามั่นคงอีกครั้งจากการดูแลพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์จากวิศวกรและทีมงานจากเยอรมัน ที่มีความมุ่งมั่นบวกกับเงินทุนมหาศาลทำให้หวนสู่วงการซูเปอร์คาร์อีกครั้งในนามของ Gallardo และ Murcielago ซึ่งเป็นการผสานนวัตกรรมของ Lamborghini และ Audi เข้าด้วยกัน ทำให้ขายได้มากกว่า 9,000 คันในเวลานั้น



เครื่องยนต์
ตัวย่อ LP ในชื่อรุ่น Huracán LP 610-4 หมายความถึงการวางเครื่องยนต์ V10 ที่ถูกออกแบบใหม่ มันถูกวางเช่นเดียวกันกับรถ Lamborghini รุ่นอื่นๆ ตามแนวยาวของตัวรถอยู่ที่ด้านหลังคนขับ ("longitudinaleposteriore") โดยที่เลข 610 นั้นเป็นกำลังขับในหน่วยแรงม้าซึ่งคำนวณแล้วเท่ากับ 449 กิโลวัตต์ที่จะมีให้ใช้ที่ 8,250 รอบ/นาที ด้วยตัวเลขนี้มันจะให้กำลังไม่น้อยกว่า 86.3 กิโลวัตต์ / 117.3 แรงม้า ต่อความจุหนึ่งลิตรของเครื่องยนต์ กราฟแสดงแรงบิดนั้นแตะอยู่ที่ปลายบนสุดที่ 560 นิวตันเมตรที่ 6500 รอบ  เครื่องขนาด 5.2 ลิตร V10 เครื่องนี้เป็นเครื่องยนต์สมรรถนะสูงไร้ระบบอัดอากาศ มันจะพาผู้ขับเข้าสู่ภวังค์ด้วยการตอบสนองของคันเร่งที่ไว โดยจะปั่นให้รอบหมุนได้กว่าขีด 8,000 รอบ ด้วยแรงดึงอันมหาศาลและเสียงที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้เมื่อรอบตวัดขึ้นไปเรื่อยๆ ดั่งเสียงจากเบสขนาดใหญ่ผสมกับเสียงแหลมดังกังวาน

lamborghini รุ่น Huracán





1) แลมโบกินีก่อตั้งในปี 1963 และถูกซื้อไปโดยออดี้ (Audi) ในปี 1998 โดยถือเป็นบริษัทในเครือโฟล์กสวาเกน (Volkswagen)


2) งานการตัดเย็บเบาะและแผงคอนโซลต่าง ๆ ภายในรถยนต์แลมโบกินีเป็นฝีมือของช่างตัดเย็บหญิงเท่านั้น ซึ่งผู้ชายไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในส่วนนี้


3) เฟอร์รุชิโอ แลมโบกินี ผู้ก่อตั้งบริษัทดังกล่าวเกิดในราศีพฤษภ ซึ่งเป็นที่มาของตรากระทิงดุอันโด่งดังในปัจจุบัน นอกจากนี้ ชื่อของรถทุกรุ่นยังมาจากชื่อของวัวนักสู้ด้วย

4) แรกเริ่มเดิมที แลมโบกินีเป็นผู้ผลิตรถไถมาก่อน และถึงแม้ปัจจุบันพวกเขาจะไม่ได้ทำรถไถแล้ว แต่ก็ยังมีแผนกรถไถที่มีชื่อว่า Lamborghini Trattori หรือ Lamborghini Tractors ซึ่งเป็นทีมออกแบบที่เคยมีผลงานชั้นยอดอย่างแลมโบกินี กัลป์ลาร์ดอ (Lamborghini Gallardo)


5) ในวันหนึ่ง เฟอร์รุชิโอ แลมโบกินี ได้นำเฟอร์รารี 250จีที (Ferrari 250GT) ไปเปลี่ยนคลัช เอ็นโซ เฟอร์รารี ก็ได้บอกกับเขาว่า “นายมันเป็นแค่คนทำรถไถโง่ ๆ นายคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสปอร์ตเลยใช่ไหมล่ะ” หลังจากนั้น 4 เดือน เฟอร์รุชิโอก็เปิดตัวรถสปอร์ตคันแรกของพวกเขา แลมโบกินี 350 จีทีวี (Lamborghini 350GTV) ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล


6) ในการเปิดตัวครั้งแรกของ แลมโบกินี 350 จีทีวี ที่ Turin Auto Show พวกเขายังหาเครื่องยนต์ที่เหมาะสมมาประจำการในรถรุ่นนี้ไม่ได้ จึงได้วางอิฐไว้ในห้องเครื่องแทน

7) แลมโบกินีมีศูนย์ฝึกการขับขี่ในฤดูหนาว สอนเทคนิคการขับขี่บนพื้นน้ำแข็งและหิมะโดยเฉพาะ ซึ่งมีไม่กี่แห่งบนโลก


8) รหัสของแลมโบกินีทุกรุ่นจะนำหน้าด้วยตัวอักษร LP ย่อมาจาก Longitudinale Posteriore แปลว่า รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์วางตามแนวยาวอยู่ด้านหลังเบาะนั่ง แต่อยู่ด้านหน้าเพลาขับล้อหลัง หมายถึงเป็นรถยนต์แบบเครื่องยนต์วางตรงกลางนั่นเอง


9) ประตูปีกนกของแลมโบกินี สงวนไว้ให้รุ่น V12 เท่านั้น


10) ถ้าคุณต้องการให้แลมโบกินีใช้สีแดงไม่ว่าในส่วนใดก็ตาม เช่น ตัวถัง ก้ามเบรก ล้ออัลลอย ฯลฯ คุณต้องจ่ายเงินเพิ่ม เนื่องจากสีแดงเป็นสีสัญลักษณ์ของคู่แข่งตัวฉกาจอย่างเฟอร์รารี (Ferrari)


1. Lamborghini Egoista
รถยนต์ต้นแบบที่มีที่นั่งเพียงที่เดียว มันได้รับแรงบันดาบใจมาจากเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ ดูแล้วก็เป็นดีไซน์ที่ล้ำยุคและลึกล้ำเหมือนกับรถในเกม Sci-Fi เลยทีเดียว และแน่นอนมันไม่ได้ถูกผลิต


2. The Marzal
รถยนต์ต้นแบบที่มีกระจกเป็นส่วนประกอบเด่น เช่น หลังคาและประตู และเหตุนี้ทำให้ท่าน Ferruccio Lamborghini กังวลว่าด้วยประตูแบบนี้จะทำมองทะลุเข้ามาเห็นขาอ่อนของแฟนสาวเจ้าของรถได้ อีกทั้งด้านท้ายรถยังดูเหมือนรถในวีดีโอเกมจนเกินไปอีก นอกจากภายนอกแล้วเครื่องยนต์ของรถคันนี้ก็ถือว่าแปลกในหมู่แลมโบกินี่ทั้งหมดเพราะมันใช้เครื่องแบบ 6 สูบเท่านั้นเอง ทั้งหมดนี้ทำให้มันไม่ได้ถูกผลิต


3. Lamborghini Sogna
รถคันนี้ถูกคาดหวังเอาไว้ว่าจะมาแทนรุ่นพี่ระดับตำนานอย่าง Lamborghini Countach มันใช้เครื่องยนต์แบบ V12 ความจุ 5.2 ลิตร กำลัง 455 แรงม้า ความเร็วสูงสุดมากกว่า 300 กม./ชม. และทั้งหมดคือสิ่งที่ดี แต่ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแย่มากทำให้มันไม่ได้เกิดในสายการผลิตจริง


4. Lamborghini Pregunta
คำว่า “Pregunta” ในภาษาสเปนหมายถึง “คำถาม” รถคันนี้ถูกออกแบบโดยนักออกแบบชาวฝรั่งเศล มันใช้เครื่องยนต์แบบ V12 กำลัง 530 แรงม้า และด้วยการออกแบบหลังคาที่แปลกแหวกแนวนี้ (half roof) และไฟหน้าที่ออกคงเกิดคำถามมากมายตามมากมายจนมันไม่ได้ถูกผลิตจริง


Lamborghini Asterion LPI910-4

Lamborghini Aventador LP750-4 SuperVeloce

มาถึงตรงนี้เจ้าของบล็อคหวังว่าผู้อ่านหลายๆคน คงมีความอยากที่จะเป็นเจ้าของรถสปอร์ตคนนี้แล้วแน่นอน คราวหน้าเจ้าของบล็อคจะนำเสนอเรื่องอะไร อย่าลืมติดตามชมกันนะคะ

ข้อมูลอ้างอิง

1) http://www.thairath.co.th/content/445047 : เครื่องยนต์
3) http://board.postjung.com/649305.html : ประวัติ
5) http://pantip.com/topic/30594697 : ประวัติ
6) http://car.kapook.com/view85676.html : 10 เรื่องที่คุณไม่เคยรู้

ภาพที่นำมาทำหัวข้อ



เรียบเรียงโดย : สุชานันท์ พวงมาลี

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บทความ 3


       สวัสดีแฟนๆ บล็อคทุกคน เจ้าของบล็อคคนเดิมเพิ่มเติมคือน้ำหนักขึ้น ทักทายกันพอประมาณดีกว่า
เนอะ เพราะในวันนี้เจ้าของบล็อค จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับนักรบของอาทิตย์อุทัย หรือที่พวกเรารู้จักในชื่อ "ซามูไร"   
       ซะมุไร (ญี่ปุ่น  :   ,  ภาษาไทยนิยมทับศัพท์ว่า "ซามูไร" ) แปลเป็นภาษาไทยว่าทหาร คำว่า ซะมุไร มีต้นกำเนิดจากคำว่า ซะบุระอุ ซึ่งเป็นคำกริยาในภาษาญี่ปุ่นโบราณ ที่มีความหมายว่า รับใช้ ฉะนั้น ซะมุไรก็คือคนรับใช้นั่นเอง


         กำเนิดของซามูไรนั้นต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยเฮอัง (Heian) ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 มีการระดมนักรบ ผู้มีฝีมือจำนวนมากเพื่อปราบกบฏ ในลักษณะของนักรบรับจ้าง แต่ต่อมาเมื่อกบฏถูกปราบจนราบคาบแล้ว นักรบเหล่านี้ก็ถูกจ้างโดยตระกูลที่มีอำนาจทางการเมือง เพื่อให้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเก็บภาษีจากประชาชนและฝึกกองกำลังนักรบขึ้นมา ยุคนั้นตระกูลใหญ่สองตระกูลที่แย่งชิงอำนาจการปกครองบ้านเมืองกัน คือ ตระกูลมินาโมโตะ และตระกูลไทร่า ซามูไรมีความสำคัญมากในช่วงนั้น เพราะเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน จากนักรบ
โนเนมก็กลายเป็นคนมีศักดิ์ศรีมีวรรณะสูงขึ้นมาเหนือประชาชนคนธรรมดา


            ความหมายหนึ่งของซามูไร คือ คนรับใช้ ซึ่งบ่งบอกถึงการมีนายเหนือหัว หรือไดเมียว นั่นเอง ซามูไรที่ไม่มีนายเรียกว่า โรนิน (浪人 ซึ่งตามศัพท์แล้วแปลว่า คนที่ไม่มีหลักแหล่งเป็นที่เป็นทาง) ซึ่งการไร้เจ้านายนั้นเป็นสภาพที่ไร้ศักดิ์ศรียิ่งนักสำหรับพวกเขา ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับซามูไรเมื่อปี พ.ศ.2244 สมัยเอโดะ มีเรื่องราวของโรนิน 47 คน หรือมักจะเรียกสั้นๆว่า 47 โรนิน ผู้จงรักภักดีต่อไดเมียวอาซาโนะ นางาโนริ ไดเมียวผู้นี้ถูกบังคับให้ทำฮาราคีรี (เรียกอีกอย่างว่า เซปปุกกุ 腹切) เนื่องจากใช้ดาบทำร้ายข้าหลวงชื่อ คิระ โยชินากะ ผู้ทรงอิทธิพลในปราสาทของโชกุน ไม่เพียงเท่านั้น ตามกฎใครก็ตามที่ชักอาวุธในปราสาทโชกุนต้องถูกประหารชีวิตรวมทั้งคนในครอบครัวและถูกยึดทรัพย์สมบัติทั้งหมดด้วย เมื่อสูญเสียเจ้านายไป ซามูไรจำนวนมากจึงกลายเป็นโรนินผู้ไร้ที่พำนักอาศัย จากทั้งหมดนั้นมีโรนินจำนวน 47 คนที่ต้องการแก้แค้น โดยตั้งใจว่าจะต้องเอาหัวของคิระ โยชินากะ ไปเซ่นไหว้หลุมศพของเจ้านายพวกตนให้ได้ จึงร่วมกันวางแผนล้างแค้น แต่การลงมือนั้นไม่ใช่ของง่าย เพราะคิระเองไม่ใช่คนธรรมดาที่ใครอยากฆ่าก็ไปฆ่าได้ การวางแผนเพื่อเตรียมการนั้นใช้เวลานานกว่า 2 ปี ก่อนที่ทั้งหมดจะลงมือ เรื่องราวของ 47 โรนิน นิยมนำไปเล่นเป็นละครคาบูกิในญี่ปุ่นรวมทั้งภาพยนตร์หลายครั้ง ล่าสุด ทางฮอลลีวูดได้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ในชื่อว่า 47 โรนิน มหาศึกซามูไร ที่ได้ดาราอย่าง 
คีอานู รีฟส์ มาแสดงนำ



มีถึง 3 รูปแบบ แบ่งประเภทตามลักษณะของตัวคันจิ เลขหนึ่ง เลขสิบ แล้วก็ เลขสาม คือตัดเป็นรูปตัวอักษรคันจินั่นเอง

一                    十                     三
いち               じゅう             さん
หนึ่ง                   สิบ                      สาม
         เซ็ปปุกุ (ญี่ปุ่น : 切腹 seppuku ) หรือ ฮาราคีรี (ญี่ปุ่น : 腹切り harakiri ฮะระกิริ) เป็นการฆ่าตัวตาย โดยการคว้านท้อง ในยุคซามูไร ของประเทศญี่ปุ่น โดยใช้มีดสั้นแทงที่หน้าท้องใต้เอวขวา แล้วกรีดมาทางซ้ายแล้ว ดึงมีดขึ้นข้างบน ซึ่งเป็นการเปิดเยื่อบุช่องท้องแล้วตัดลำไส้ให้ขาด หลังจากนั้นซามูไรอีกคนหนึ่งจะใช้ดาบซามูไรตัดศรีษะจนขาด การตายด้วยวิธีนี้ เชื่อว่าเป็นการตายอย่างมีเกียรติแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ทำเซ็ปปุกุทำตามหลักศาสนาชินโตที่จารึกไว้ในคัมภีร์โคะจิคิ เพราะแสดงความกล้าหาญและพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบังคับจิตใจของตนเอง การคว้านท้องถูกนำมาใช้โดยสมัครใจที่จะตายกับซามูไรที่มีเกียรติแทนที่จะตกอยู่ในมือของศัตรูของพวกเขา (และน่าจะประสบทรมาน), เป็นรูปแบบของโทษประหารชีวิตสำหรับซามูไรที่มีการกระทำผิดร้ายแรงหรือดำเนินการ เหตุผลอื่น ๆ ที่ได้นำความอัปยศแก่พวกเขา การฆ่าตัวตายโดยการจำยอมจึงถือเป็นพิธีซึ่งโดยปกติจะเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมซับซ้อนมากขึ้นและการดำเนินการในฐานะที่ต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจในการต้องการในการรักษาเกียรติของพวกเขาจึงควรมีผู้คนมาชมขณะทำเซ็ปปุกุด้วย ในญี่ปุ่น คำว่า "ฮาราคีรี" ถือเป็นคำหยาบและไม่เคารพต่อผู้กระทำเซ็ปปุกุ และการเขียนตัวอักษรคันจิของสองคำนี้เขียนเหมือนกันโดยสลับตัวอักษรหน้าหลัง
           จริงๆแล้วในการประหารชีวิตด้วยวิธีนี้ จะมีเพชรฆาตรอตัดหัวอยู่ด้านหลังเพื่อไม่ให้ทรมาน หลายคนบอกว่า มันเป็นเรื่องยากมากที่จะดึงมีดที่อยู่ในท้องขึ้นๆลงๆ เพราะมนุษย์เราคงทนพิษบาดแผลไม่ไหว ถ้าไม่ตายก่อนก็คงไม่มีกําลังเหลือพอที่จะทําเรื่องที่เหนือมนุษย์ ทําได้หรือไม่ได้...ความจริงเป็นอย่างไรไม่อาจทราบได้ แต่ถ้าเป็นจริง ก็ต้องทึ่งกับความเป็นเลือดซามุไรของคนญี่ปุ่นในอดีตจริงๆ  



          “ซาคาโมโตะ เรียวมะ” บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์คนหนึ่งของญี่ปุ่นยุคปฎิรูปเมจิ ความโดดเด่นของเรียวมะต่างไปจากมหาบุรุษคนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ที่สร้างผลงานข้ามยุคสมัยจากการรบ การทูต หรือการปกครอง เพราะ “ซาคาโมโตะ เรียวมะ” เป็นเพียงซามูไรบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีสังกัดหรือเจ้านาย ไม่มีกองทัพหรือตระกูลใหญ่หนุนหลัง แต่เขากลับเป็นคนเชื่อมประสานกองกำลังหลายฝ่ายที่ขัดแย้งกันอย่างหนักให้กลายเป็นพันธมิตร และจุดชนวนการปฏิรูปญี่ปุ่นเข้ามาสู่สมัยใหม่อันก้าวหน้า มีอารยธรรมและอิทธิพลทัดเทียมกับชาติตะวันตกได้เพียงลำพัง เรียวมะเองก็เห็นว่ารัฐบาลกลางโตคุงาวะเป็น “เนื้อร้าย” ของประเทศที่ปิดกั้นความเจริญของญี่ปุ่น เมื่อซัตสึมะซึ่งเปรียบเสมือน “ผู้มีอิทธิพลคุ้มครอง” กลุ่มของเรียวมะมีปัญหา เขาจึงเสนอทางแก้ปัญหาชนิดที่ทุกคนฟังแล้วต้องอึ้ง ทางออกของ
เรียวมะก็คือ ซัตสึมะจะต้องผนึกกำลังกับคู่แค้นอย่างโจชู เพื่อ “สร้างขั้วอำนาจใหม่” ที่เหนือกว่ารัฐบาลกลาง และทำศึกเพื่อล้มรัฐบาลลงไปทั้งซัตสึมะและโจชูต่างไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน แต่เรียวมะในฐานะ
“คนกลาง” ที่เคยมีความสัมพันธ์อันดีจับโจชู และทำงานให้แคว้นซัตสึมะ ก็มีบทบาทสำคัญในการเจรจาให้ทั้งสองฝ่ายไว้เนื้อเชื่อใจกัน เมื่อผนวกกับการบีบคั้นของรัฐบาลกลาง ทำให้พันธมิตรซัตสึมะ-โจชู อันเข้มแข็งถือกำเนิดขึ้นในปี 1866 โดยมีเป้าหมายเพื่อ “โค่นล้มรัฐบาลโตคุงาวะ ถวายคืนพระราชอำนาจ”
ขั้วพันธมิตรซัตสึมะ-โจชู สามารถเอาชนะกองทัพของรัฐบาลกลางอันเก่าแก่และเทอะทะได้ในปีเดียวกัน ทำให้อิทธิพลของรัฐบาลกลางยิ่งอ่อนแอลงไปอีก น่าเสียดายว่า “เรียวมะ” ผู้สร้างความเป็นไปได้จากความเป็นไปไม่ได้ ไม่ได้เห็นความสำเร็จที่เขาแผ้วถางเส้นทางไว้ เพราะในปีถัดมา 1867 เรียวมะที่ “เจิดจรัสเกินไป” จนเป็นภัยคุกคามต่อขั้วอำนาจเก่าหลายๆ ฝ่าย ถูกลอบสังหารอย่างลึกลับในเกียวโต โดยยังไม่สามารถหาตัวผู้สังหารที่แท้จริงได้จนทุกวันนี้



                    นานมาแล้วก่อนที่จะเกิดชนชั้นซามูไร ชาวญี่ปุ่นถูกฝึกให้ใช้ดาบและหอกในการป้องกันตัว  
ผู้หญิงถูกฝึกฝนให้ใช้ naginata (ง้าวยาว) kaiken (ดาบสั้น) และศิลปะการป้องกันตัวของ tantojutsu ซึ่งการฝึกอบรมดังกล่าวจะทำให้มั่นใจได้ว่าผู้หญิงสามารถสู้และป้องกันเมืองได้หากขาดผู้ชาย ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งต่อมาได้รู้จักกันในนาม จักรพรรดินี Jingu (ค.ศ.169-269) เธอได้ใช้ทักษะดังกล่าวกระตุ้นให้ญี่ปุ่นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และเธอยังได้รับการกล่าวขานเป็นตำนานว่าเธอคือ Onna-bugeisha คนแรกที่บุกโจมตีเกาหลีในปี ค.ศ.200 หลังจากที่องค์พระจักรพรรดิ Chūai จักรพรรดิองค์ที่ 14 ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นสามีของเธอได้ถูกสังหารในการต่อสู้ ตามตำนานเล่าว่าเธอสามารถนำทัพญี่ปุ่นไปพิชิตเกาหลีได้โดยไม่มีการหลั่งเลือดแม้แต่หยดเดียว แต่ก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ในเรื่องการมีชีวิตอยู่ของเธอ ความสำเร็จของเธอในครั้งนั้นได้กลายเป็นตัวอย่างของ onna bugeisha รุ่นหลังสืบต่อมา ภายหลังจากปีที่ Jingu เสียชีวิต เธอสามารถทำให้ญี่ปุ่นนั้นวางโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมได้สำเร็จ และในปี 1881 จักรพรรดินี Jingu ได้กลายเป้นผู้หญิงคนแรกที่มีภาพขึ้นอยู่ในธนบัตรญี่ปุ่น ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการป้องกันการพิมพ์แบงค์ปลอม



        นครศรีธรรมราชเป็นหัวเมืองใหญ่ทางภาคใต้และถือเป็นหัวเมืองเอกที่มีความสำคัญมาแต่สมัยโบราณ เจ้าเมืองมียศเป็นถึงเจ้าพระยา แต่ทราบหรือไม่ว่าครั้งหนึ่ง นครศรีธรรมราชเคยมีเจ้านครเป็นนักรบซามูไรจากญี่ปุ่น ซึ่งนามของซามูไร ผู้ที่โชคชะตาดลบันดาลให้เขาได้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินอโยธยา ก็คือ ยามาดะ นากามาสะ ยามาดา นากามาสะเกิดที่เมืองโอวาริ ซึ่งปัจจุบันอยู๋ใกล้ ๆ กับ
นาโงย่า ยามาดะได้หนีออกจากบ้านและติดตามเรือสินค้าของพ่อค้าจากแคว้นซูรุกะที่เดินทางไปค้าขายยังไต้หวัน หลังเสร็จสิ้นการค้าแล้ว ยามาดะได้ติดตามเรือสินค้าลำดังกล่าวเดินทางมาเมืองไทย ขณะอยู่ในเมืองไทยยามาดะได้ประกอบอาชีพค้าขายจนร่ำรวยและต่อมาได้สมัครเข้าเป็นทหารอาสาญี่ปุ่นหลังจากนั้นได้เลือนตำแหน่งจนเป็นถึงออกญาเสนาภิมุขเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ในระหว่างดำรงตำแหน่งนั้น ยามาดะยังทำหน้าที่เป็นคนกลางในการติดต่อค้าขายระหว่างไทยกับญี่ปุ่นด้วย ยามาดะอยู่ในยุคที่มีการเเก่งแย่งอำนาจโดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ยามาดะได้อยู่ฝ่ายพระเชษฐาธิราช ช่วยวางแผนและกำจัดฝ่ายตรงข้ามจนได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองนคร แต่ถูกพระเจ้าปราสาททอง สั่งลับให้ออกพระมะริดน้องชายเจ้านครเก่า วางยาพิษสังหารเจ้านครชาวญี่ปุ่นผู้นี้เสีย ในที่สุดยามาดะหรือออกญาเสนาภิมุขก็เสียชีวิตลงด้วยยาพิษ จากนั้นออกพระมะริดจึงนำกำลังเข้ายึดเมืองนคร ทว่า ออกขุนเสนาภิมุข (โออิน) บุตรชายของยามาดะกลับสังหารออกพระมะริดและนำนักรบซามูไรเข้ายึดเมืองนครไว้ จากนั้นได้วางแผนยกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา ทางฝ่ายพระเจ้าปราสาททอง เมื่อทรงทราบเรื่องจึงให้กวาดล้างชาวญี่ปุ่นในกรุง ทำให้พวกทหารญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธญารวมกำลังกันตีฝ่าวงล้อมและไปสมทบกับ โออินที่นครศรีธรรมราชทางฝ่าย

โออิน ได้ปกครองเมืองนครอย่างกดขี่ ปล้นชิงผู้คนตามใจชอบ ทำให้ชาวเมืองก่อจลาจล นอกจากนี้ยังเกิดการขัดแย้งกันเองในหมู่ชาวญี่ปุ่น ทำให้ต้องเลิกล้มแผนตีกรุงศรีอยุธยา และในที่สุด เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ในเมืองนคร เริ่มเป็นอันตรายต่อพวกตน โออินจึงตัดสินใจนำชาวญี่ปุ่นฝ่ายเดียวกับตน หลบหนีไปยังกัมพูชา โดยได้อาสาเป็นแม่ทัพให้กับกษัตริย์กัมพูชา และได้เสียชีวิตในการรบกับกองทัพล้านช้างในเวลาต่อมา

ที่มา :

       เป็นไงเป็นไง อ่านแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง ครบรสครบเครื่องป่ะละ เจ้าของบล็อคชอบมากๆเลยค่ะ เพราะชอบความเป็นญี่ปุ่นอยู่เเล้ว พอมาเห็นนักรบที่ถือเอาศักดิ์ศรีเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าชีวิตตัวเองนี่ถือว่าเท่ห์มากๆเลยค่ะ บทความก็เขียนพอให้หายคิดถึงกันไปก่อนนะ แล้วเจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ :)


ข้อมูลอ้างอิง


1) http://samuir.blogspot.com/ : ประวัติซามูไร
2) http://www.thairath.co.th/content/390803 : ซามูไร
5) http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=185624&chapter=9 : ฮาราคีรีเซ็ปปุกุ



เรียบเรียงโดย : สุชานันท์ พวงมาลี